เรียกว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในประเทศไทยไปแล้วตอนนี้สำหรับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย”เจ้าพ่อโหนกระแส ในรายการ Woody FM ของ “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา”

โดยชายหนุ่มได้เล่าถึงชีวิตรูปแบบการทำงานของตน พร้อมเผยชีวิตข้างหลังจอทีวีที่ฉากหน้าคนชูให้เป็นผู้ทรงอิทธิพล ทราบทุกเรื่อง เป็นเพื่อนกับคนดูเหมือนจะทุกแวดวง แต่ว่าฉากหลังนั้นกลายเป็นคนที่ไม่มีสหาย รวมทั้งเคยเป็นโรคแพนิค ไม่ออกมาจากบ้านเลย 1 ปี รวมทั้งล่าสุดก็เกือบเป็นโรคซึมเศร้าเพราะว่าเครียดสะสมจากเหตุการณ์โควิด-19
“ชายหนุ่ม มือรชัย” ทำให้เห็นว่าเมื่อคุณอยู่กับอะไรเรื่อยๆตลอดมันสำเร็จลัพธ์แน่ๆ มันเป็นอย่างงั้นหรือไม่ขอรับ?
“ส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นอย่างงั้น เสมือนคนย้ำคิดย้ำทำก็ได้นะ เป็นประสบการณ์ไงมันจะมองเห็นแล้วหลังจากนั้นก็เอาไปเก็บเกี่ยว ให้คิดว่าสิ่งนี้จะต้องทำ สิ่งนี้ไม่ต้องทำ เคยเอาเรื่องคนนี้มาคุยในรายการทำให้เขาดูเป็นตัวตลกทุกคนหัวเราะแต่ว่าเขาไม่หัวเราะไงอะไรแบบงี้ เหล่านี้ก็เป็นประสบการณ์หมดเลย ก่อนจะทำอะไรก็ยกมือขึ้นไหว้ขออภัยเขาก่อนถ้าเกิดว่าทำอะไรที่มันพลาดไป มันจะมีวิธีการต่างๆนานา ที่เพิ่มมาในชีวิตมากไม่น้อยเลยทีเดียว”
จำวันแรกที่รายการโหนกระแส กระจายเสียงได้ไหม?
“วันนั้นตื่นเต้นมากมาย เช่นเดียวกับพวกเรามาทำงานในที่ใหม่ เสมือนเป็นการพิสูจน์ตัวเองเช่นกัน เพราะมันเป็นของพวกเราแล้ว วันแรกเลยมันต้องหาแขกแน่ๆเรื่องเกี่ยวกับการทำรายการฮาร์ดทอล์ก จะต้องเชื้อเชิญแขกมาให้ได้ เมื่อไรที่พวกเราได้แขกที่มันเป็นข้อความสำคัญที่มันอยู่ในกระแสอยู่ พวกเราเสนอก่อนคนไหนกัน พวกเราเป็นคนชนะ วันนั้นผมคิดออกเลยคือเรื่องของน้องสตรีที่ถูกฆ่าตายแล้วหลังจากนั้นก็หั่นศพ กรรมวิธีเตรียมงาน ทุกๆอย่างมันดูเหมือนกับว่าราบรื่นแต่ในคำถามแต่ละคำทราบเลยว่ามันวน คนดูอาจไม่ทราบสึกแต่ว่าพวกเราทราบ รู้อยู่ตลอดว่าพวกเราถามอะไรบ้าง แล้วพวกเราวนกลับมาที่เดิม ซึ่งมันตื่นเต้น ที่ใหม่ ฉากใหม่ เช่นเดียวกับจะต้องแบกอะไรไว้หมดเลย จะต้องบอกว่าตื่นเต้นทุกเทปที่ทำแขกรับเชิญ ไม่มีเทปไหนที่จะไม่ตื่นเต้น”
การที่พวกเราทำสัมภาษณ์รายการทีวีมันมีความรู้สึกบางอย่าง ก่อนที่จะพวกเราเดินมาในฉากจะทราบเลยว่าวันนี้จะปังหรือไม่ เช่นเดียวกับมันเซ้นส์บางอย่างเป็นอย่างงั้นไหม ?
“ผมจะมิได้คาดหมายในแต่ละเทปเลย เพราะว่าผมนับว่าการคาดคะเนหวังในแต่ละครั้ง พอมันมิได้แล้วเสียใจ เคยคาดหมายแต่ว่าพอเวลาเสร็จปุ๊บเทปนี้จะต้องดีแน่จะต้องโอเคแน่แต่ว่าพอไปนั่งพวกเราไม่สามารถที่จะคุมประชาชนได้ ประชาชนไม่เคยออกทีวี ไม่เคยเจอพวกเรา เจอแต่ว่าในโทรทัศน์ พอนับ 5 4 3 2 เขาพูดไม่ได้ เขาตอบมิได้ พวกเราก็จะต้องพาไปให้ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่พวกเราคาดหมายว่าจะต้องดีแต่พอถึงเวลามันมิได้

พอมันไปมิได้ ใจเวลานี้มันพะวักพะวงมากมาย เพราะเป็นรายการสดแล้วบางครั้งบางคราวจะมิได้คุยกับแขกรับเชิญก่อนด้วยน้อยเทปมากมายเวลามาถึงแล้วผมจะได้เจอกับเขาก่อน เพราะผมจะต้องอ่านข่าวสารก่อนแล้วถึงได้ไปสัมภาษณ์ โดยเหตุนี้เวลาของผมที่จะคุยกับเขามันไม่มีเลย พอเจอกรณีแบบงี้ไม่เคยทราบเขาเป็นอะไร ซึ่งบางทีอาจจะตื่นกล้อง ตื่นเต้นที่คุยกับพวกเราหรืออะไร ก็จะต้องพากเพียรทำทุกช่องทางพาไปให้ได้ พอเบรกก็ไปลูบคลำข้างหลัง ช่างเถิดพูดเสมือนพวกเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน วันนี้คุณจะต้องพูดเพื่อลูกคุณนะ ถ้าเกิดคุณไม่พูดเพื่อลูกคุณไม่มีใครช่วยได้ ลูกตายไปแล้วพวกเราจะต้องทวงหนี้ความยุติธรรมให้ลูกคุณให้ได้ เขาก็จะมีแรงฮึด โดยมากถ้าเกิดแขกที่กางลงก์ในเบรกแรก เบรกสองจะดี เพราะว่าเสมือนพวกเราได้ละลายพฤติกรรมกับเขาไปก่อนหรือหลังจากเบรก”

ถ้าเกิดเลือกได้ 1 คน ที่คุณอยากสัมภาษณ์สูงที่สุด คนๆนั้นเป็นคนไหนกัน?
“นายกรัฐมนตรี”
ถ้าเกิดเปรียบเทียบกับทุกๆอย่างที่เคยทำในแวดวงนี่เป็นสิ่งที่ตื่นมาแล้วแฮปปี้สุดไหมในปัจจุบันนี้ ?
“ผมชอบที่จะทำแบบงี้ มันเสมือนบางทีอาจจะยังมีไฟอยู่ มีความสุขมากมาย แต่ว่าถามคำถามว่าอ่อนเพลียไหมโคตรอ่อนเพลียเลย ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาพพวกเราตื่นตี 5 ครึ่งแล้วหลังจากนั้นก็หาข่าวสารเอง ดูแหล่งข่าวเอง ได้แขกรับเชิญผมก็จะคุยกับแขกรับเชิญก่อน จากนั้นก็ไปช่องเข้าสัมมนา สัมมนาเสร็จอ่านข่าวสาร อ่านข่าวสารเสร็จต่อด้วยโหนกระแส เป็นชีวิตผมเป็นแบบงี้แต่ละวัน”
เวลาว่างทำอะไร?
“ดูหนัง ดูซีรีส์ เล่นกับมายู เป็นเขาก็จะทราบว่าตรงเวลาว่างของพวกเรา แต่ว่าถ้าเกิดว่าเป็นวันทำงานเขาจะทราบ จะไม่มายุ่งกับพวกเราเลย”
จันทร์-ศุกร์มีเวลาคุยกับลูกไหม หาเวลาที่ไหน?
“โทร.คุย บางวันผมออกมาจากบ้านแต่เช้า มายูเขาก็ออกไปเรียนหนังสือ ผมก็ไปทำงานไม่เจอะกัน จะกลับมาถึงบ้านประมาณ 3-4 ทุ่ม เป็นกลับไปบ้านมายูหลับแล้ว”
สิ่งที่ “ชายหนุ่ม มือรชัย” หวงที่สุดในชีวิต?
“ลูก”

ร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไร?
“เร็วๆนี้ จู่ๆมันร้องเอง รู้สึกเก็บกด เป็นมีลักษณะเสมือนคนจะเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากเครียดเรื่องของโควิด เป็นอยู่กับมันแต่ละวัน สัมภาษณ์ดูเหมือนจะทุกวัน มองเห็นแต่ละวัน พวกเราหาเตียงให้กับคนที่เขาป่วยดูเหมือนจะทุกวัน คนก็จะส่งมาหาทุกหนทาง พวกเราก็พากเพียรจนกว่ามาวันหนึ่งรู้สึกไม่ดีที่สุด เป็นมีน้องคนหนึ่งส่งข้อความมาหาแล้วบอกว่าหาเตียงให้แม่หนูหน่อย แม่หนูเป็นโควิดแกไม่ไหวแล้ว เสร็จแล้วภายหลังที่เขาส่งข้อความมาหาพวกเราแล้ว ผ่านไป 3 ชั่วโมง พวกเราก็พากเพียรติดต่อ 3 ชั่วโมงให้ข้างหลัง ภายหลังที่พวกเราได้เตียงแล้ว เขาส่งมาบอกพวกเราว่าช่างเถิดแล้ว แม่หนูเสียแล้ว ขอบคุณมาก พี่เป็นผู้เดียวที่ตอบหนู พวกเราคิดว่าชีวิตผู้คนมันอยู่แค่ 4 ชั่วโมงเองเหรอ มันน่าสยองมากมาย ก็เริ่มนอยด์รวมทั้งคิดว่าพวกเราช่วยเขามิได้ คิดว่ามันอินไปหน่อย

อินจนถึงขั้นที่พักผ่อนหลับรวมทั้งตื่นขึ้นมาแล้วสั่น แต่ว่าพอลืมตามาเริ่มแรกมันจะเกิดเรื่อง Home Isolation เรื่องคนไข้ มันวิ๊งค์ในหัว ลุกขึ้นยืนมาอยากร้องไห้แล้วพวกเราก็ไม่ไหว เลยโทรศัพท์ไปหาจิตแพทย์ทันที ถามแพทย์ผมอาการเป็นแบบงี้ ไม่อยากกินอะไรมาหลายวัน รู้สึกไม่ต้องการที่จะอยากคุยกับคนไหนกัน อยากอยู่เพียงลำพังในที่มืดๆแพทย์เลยบอกว่าถ้าเกิดเป็นโรคซึมเศร้ามันจะมีทั้งผอง 9 ข้อ ถ้าเกิดเข้า 5 ข้อจะเป็นโรคซึมเศร้า ของผมไป 4 กว่าๆแล้ว หมอบอกว่าอาการของผมก่อนจะเป็นซึมเศร้าจะเข้าสู่ขั้นของวิตกจริตก่อน ผมแทบมิได้นอนเลย แย่มากตอน 10 -20 วันก่อนนี้เอง ปัจจุบันนี้เพิ่งดีขึ้น”
ถ้าเกิดโควิดหายจากโรคอย่างแรกที่คุณจะทำเป็น ?
“เที่ยว”
เซ็กส์ของ “ชายหนุ่ม มือรชัย”อยู่ในตอนไหนเต็ม 10 ให้?
“15”
ในบรรดาที่เกิดสังกัดบ้านเมืองปัจจุบันนี้เรื่องไหนที่ทำให้มีความรู้สึกเสียใจเพราะเหตุใดจะต้องเป็นแบบงี้?
“คิดว่าเดี๋ยวนี้มันมีแต่ว่าคำว่าคอย พวกเราเห็นใจผู้อื่น คิดว่าทุกคนคอย รอว่าจะรอดอย่างไร รอว่าโรคจะหายไปเมื่อไร รอว่าจะตายไหม จะติดไหม มีแต่ว่าคำว่ารอ รวมทั้งรอวัคซีน แล้วชีวิตจะไปอย่างไร”
มาถึงตอนเล่นเกมคำถาม “วู้ดดี้” ได้อ่านใจความที่เป็นความรู้สึกแล้วชายหนุ่ม มือรชัยเล่าให้ฟังว่าใจความนี้จะเกิดขึ้นในตอนไหนของชีวิต โห! มีความสุขที่สุดเลยโว้ย! เกิดขึ้นมาคุ้มแล้ว! จะรำลึกถึงอะไร ?
“ลูกคนนี้ เพราะว่าผมคิดว่าพอมีมายู ผมมีความสุขมากมายเลย ซึ่งมันทำให้ผมมีความคิดว่าเพราะเหตุใดชีวิตฉันก่อนหน้าที่ผ่านมามันเลวทรามขนาดนี้วะ ถ้าเกิดว่ามีลูก มีมายูตั้งแต่ตอนแรก มันคงดีกว่านี้ ชีวิตมันคงมีความสุขมากกว่าที่มันเคยผ่านมา เคยมีความคิดว่าอดีตกาลก่อนหน้าที่ผ่านมามีความสุขมากมายสุดแต่พอพวกเรามีมายู โคตรมีความสุขกว่าที่เคยมีความสุข โดยเหตุนี้มันตอบได้เลยว่า มายูเป็นความสำราญของชีวิตผมจริงๆ”
อะไรในตัว “ชายหนุ่ม มือรชัย” ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่มีลูก?
“มองดูตัวเองไม่ค่อยมีความคิดเห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง แต่ว่าตัวผมเองเป็นแบบงี้มานานแล้ว เพียงแต่ว่าคนบางทีอาจจะมิได้มองเห็นตัวตนพวกเราเท่ากับวันนี้ ที่คิดว่าพวกเราเปลี่ยนไป แต่ว่าถ้าเกิดคนรู้จักกันพวกเรามาก่อน เขาก็จะทราบว่ามิได้เปลี่ยนแปลง พวกเราเป็นแบบงี้ จะทราบว่าแต่ก่อนกับวันนี้เช่นกัน เพียงแต่วันนี้ได้โอกาสที่จะทำมากกว่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง เอาง่ายๆเสียงพวกเรามันดังกว่าแต่ก่อน

เวลาพวกเราพูดอะไรคนจะฟังมากกว่าแต่ก่อน แต่ว่าคนชอบมองดูในอดีตกาลว่าพวกเราเจ้าชู้ เป็นคนที่เกเร พอมาวันนี้เขามองเห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่าแต่ก่อน แล้วพอพวกเรามีลูกเขาก็มองว่าพวกเราเปลี่ยนไป แต่ว่าจริงๆไม่ใช่ ถามคำถามว่าเดี๋ยวนี้ผมชอบสตรีไหม ผมก็ยังชอบ มองเห็นสตรีสวยๆก็ยังมองดู เพียงแต่ว่าพวกเราอดกลั้นมากขึ้นเท่านั้นเอง มิได้เสมือนแต่ก่อนที่คุณสวยผมก็เข้าไปจีบเท่านั้นเอง”
ยังจำตอนเจ้าชู้ได้ไหม ?
“คิดออก ก็ฮึกเหิมแต่ก่อน พอมาวันนี้พวกเรามีลูกทุกสิ่งทุกอย่างก็กลัวไปตกกับบุตรสาว กลัวลูกไปเจอผู้ชายอย่างพวกเรา”
ความรู้สึกถัดมา สำเร็จแล้วโว้ย! หาทางออกได้แล้ว รำลึกถึงอะไร?
“การทำงาน การทำงานมันมีอะไรให้พวกเราแก้ปัญหาได้แต่ละวัน แล้วจะมีคำนี้แต่ละวัน ดูเหมือนจะทุกวันที่จำเป็นจะต้องเจอ”
ความรู้สึกถัดมา เพราะเหตุใดชีวิตเป็นขนาดนี้ ?
“ก็คงจะเป็นโควิด ปัจจุบันนี้ เพราะเหตุใดจะต้องมานั่งใส่หน้ากากอนามัยอ่านข่าวสารด้วย เพราะเหตุใดจะเดินไปซื้อของหวานรับประทานจะต้องค่อยฉีดแอลกอฮอล์ที่มือด้วย เพราะเหตุใดคุยกับวู้ดดี้จะต้องห่างกันจะต้องเอากระจกมากั้น จากที่พวกเราเคยกอดกันตอนเจอหน้า วันนี้เพราะเหตุใดพวกเราทำไม่ได้ จนกระทั่งเป็นความเคยชิน เดี๋ยวนี้ผมอ่านข่าวสารผมปลดหน้ากากแล้วรู้สึกแปลก คิดว่าแปลกตอนมองเห็นหน้าตัวเองในกระจก เพราะว่าชีวิตอยู่แค่ครึ่งหน้า เดี๋ยวนี้แต่งหน้าทาปากครึ่งหน้า”
ชีวิต “ชายหนุ่ม มือรชัย” ตลอดการเดินทางตั้งแต่เข้าแวดวงมาจนถึงวันนี้ผ่านมาทุกรูปแบบ จะต้องใช้คำว่าหน้าที่ของพวกเรามันจะต้องเป็นกึ่งกลาง การเป็นสื่อมันมีคำนี้จริงๆไหม?
“มันน้อยมาก อย่างที่เขาพูดกันบางทีความเป็นกลางมันบางทีอาจจะไม่ค่อยมี แต่ว่าความยุติธรรมมันควรจะมี บางครั้งบางคราวความเป็นกลางถามคำถามว่าพวกเราพากเพียรทำให้มันกึ่งกลางที่สุด กึ่งกลางที่สุดเป็นยังไง เป็นพากเพียรฟังทั้งยัง 2 ข้าง แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วควรจะมีความยุติธรรมเกิดขึ้นกับคนที่เขาสูญเสีย คนที่เขาคิดว่าถูกกล่าวโทษ”
ทุกๆอย่างของ “ชายหนุ่ม มือรชัย” พวกเรามองเห็นกันหมดแล้ว มีมุมที่พวกเรายังไม่เห็นไหม ?
“ก็มีนะ จริงๆผมเป็นคนไม่ค่อยพูด เกลียดคุยกับคนไหนกัน ชีวิตประจำวันผมจะอยู่เฉยๆไม่ค่อยได้ไปเที่ยวกับสหาย ผมไม่มีสหาย เพื่อนร่วมงานก็ไม่มี”
“มดดำ”(คชภา ตันรุ่งเรือง) ก็นับได้ว่าเป็นเพื่อร่วมงาน?
“ใช่ ผมก็มิได้โทร.คุยกับมดดำ แต่ก่อนโทร.คุยกันดูเหมือนจะทุกวัน แต่ว่าในช่วงเวลานี้ไม่ค่อยได้คุยกัน มันบางทีอาจจะเป็นเพราะต่างคน ต่างมีเวลาเป็นของตัวเองที่จะต้องไปทำอย่างอื่น แล้วอีกอย่างหนึ่งเป็นพอมันโตขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างมันก็อิ่มตัว คิดว่าไม่ต้องไปคุยอะไรกับคนไหนกัน”
แล้วก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาคิดอย่างไรเกี่ยวกับการมีสหาย กับวันนี้ที่มันเปลี่ยนไป ?
“ก็ไม่มีสหาย ผมเป็นคนไม่มีสหาย คำว่าสหายของวู้ดดี้มันเป็นยังไง เพื่อนซี้ สหายที่แบบมีอะไรโทร.คุยกัน รับประทานข้าวกัน ไปท่องราตรีกาล ผมไม่มี ไม่ค่อยคุยกับคนไหนกัน บอกเลยว่าให้ผมกักตัว 14 วัน หรืออยู่เฉยๆผมก็อยู่ได้ ไม่เคยทราบสึกทรมาน ชีวิตผมเคยไม่ออกมาจากบ้านมาปีหนึ่ง ไม่ออกไปไหนเลยก็เคยอยู่”
เวลานี้เป็นกำเนิดอะไรขึ้น ?
“ถ้าเกิดยุคนี้เขาเรียกว่าเป็นแพนิค (Panic Disorder) ผมไม่ออกมาจากบ้านเลยปีหนึ่ง ที่คิดออกเลยขับขี่รถออกไปแล้วมันติดอยู่กึ่งกลางถนน จู่ๆหัวใจเต้น ปั้กๆๆๆแล้วตัวชาหมดทั้งตัว คิดว่าจะตาย หวิวๆทิ้งรถยนต์เลย แล้วโทรศัพท์ให้คนที่บ้านมารับไปหาแพทย์ จากนั้นเป็นแบบงี้ทุกครั้ง ขับขี่รถมิได้

ผมสระผม สระผมเสร็จมานอนคิดโน่นนี่สักพักวูบตัวชาหมดทั้งตัวใจสั่น หายใจไม่ถนัด เข้าโรงหมอไม่กล้าสระผมประมาณ 7-8 เดือน ไม่สระผมเลยกลัวจะเป็นอีก ไม่กล้าออกมาจากบ้าน ไม่กล้าอยู่บนรถยนต์ ไม่กล้าทุกๆอย่าง ฉี่ไม่สุด หายใจก็จะต้องถอนใจแบบงี้ มันเป็นมากไม่น้อยเลยทีเดียว ผมเป็นมานานแล้ว เมื่อ 10 กว่าปีได้”
ได้ฟัง “ชายหนุ่ม มือรชัย” อธิบายอาการแพนิค ทำเอา “วู้ดดี้” ร้องไห้พรั่งพร้อมพรูความรู้สึกของตัวเองออกมาว่าตนมีลักษณะเช่นนี้เช่นกัน เป็นมา 2 ปีแล้วยังไม่หาย ตอนกลับไปอยู่บ้านมาจะถามตัวเองว่าเพราะเหตุใดมันจะต้องเกิดขึ้นกับพวกเรา บางทีนั่งสัมภาษณ์อยู่แล้วมันก็มา พากเพียรจะหาแพทย์หาทางออกต่างๆรู้สึกเพราะเหตุใดตัวเองไม่มีสมรรถนะสำหรับในการออกไปเจอคนเหมือนเดิม ผมแค่ต้องการจะอยู่แต่ว่าบ้าน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจะต้องเป็นพวกเรา ที่ร้องไห้เพราะว่าคิดว่าพวกเรามิได้เป็นผู้เดียว ชายหนุ่ม มือรชัย รวมทั้งผู้อื่นรอบตัวพวกเราหลายคนก็เคยเป็น

แล้วหลังจากนั้น “วู้ดดี้” ก็ถามชายหนุ่มก้าวผ่านมาได้อย่างไร แล้วตอนปีนั้นมันทรมานแค่ไหน ?
“โห โคตรทรมาน อย่างที่บอกอยู่ดีๆก็ตัวชา หายใจมิได้ ใจสั่นเสมือนหัวใจจะหลุด ร่างกายมันเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นโรคกลัวตาย แต่ว่าจะบอกวู้ดดี้ไว้อย่างหนึ่งโรคนี้ไม่เคยทำให้คนไหนกันตาย ไม่มีใครตายเพราะว่าโรคนี้ อยู่บ้านมาปีกว่าจนกระทั่งท้ายที่สุดไปหาแพทย์จิตเวช ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาไม่เคยไปหาเลย 1 ปี เพราะว่าไม่อยากกินยา จนกระทั่งท้ายที่สุดคิดว่าไม่ไหวแล้ว เพราะอยากออกมาจากบ้าน อยากไปเที่ยว อยากไปเจอสตรี

ท้ายที่สุดไปหาแพทย์ แพทย์ก็ให้ยามาถุงหนึ่งคุณชายหนุ่มกินยาตัวนี้นะ แล้วอีกปีหนึ่งคุณชายหนุ่มจะออกมาจากบ้านได้ ผมออกมารู้สึกไม่ไหวแล้ว ก็เอายานั่นทิ้งถังขยะ รู้สึกในใจว่า ขออภัยนะที่มาหาเพราะว่าอยากออกมาจากบ้าน